การชะลอวัย

โรคกระดูกพรุน



โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่เร่งให้เกิดความเสี่ยงที่กระดูกจะหักได้ง่ายสืบเนื่องมาจากความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ลดลงจึงทำให้กระดูกเปราะ มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน การมีกระดูกที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดชีวิต นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า “ความเสื่อมตามวัยของผิวหนัง” มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับ “ความเสื่อมตามวัยของกระดูก”

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนคืออะไร?

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือภาวะที่ “กระดูกมีรูพรุน” ซึ่งเป็นสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อแก่ตัวลง สภาพอาการจะเกี่ยวข้องกับการที่ความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกลดลง โครงสร้างที่เคยแข็งแรงของกระดูกจึงถูกทำลายและเกิดความเปลี่ยนแปลงกับองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดโครงสร้างเมทริกซ์ ในคนหนุ่มสาวปกติทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง การสลายและสร้างมวลกระดูกจะเกิดขึ้นในระดับที่สมดุลย์เพื่อคงสภาพที่สมบูรณ์ของโครงสร้างกระดูก โรคกระดูกพรุนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออัตราการสลายมวลกระดูกเร็วกว่าอัตราการสร้างมวลกระดูก

โรคกระดูกพรุนแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ปฐมภูมิประเภทที่ 1, ปฐมภูมิประเภทที่ 2 และทุติยภูมิ โรคกระดูกพรุนปฐมภูมิประเภทที่ 1 จะส่งผลกระทบผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน โรคกระดูกพรุนปฐมภูมิประเภทที่ 2 จะส่งผลกระทบกับทั้งผู้หญิงและผู้ชายเนื่องจากอายุที่มากขึ้นโดยตรง ส่วนโรคกระดูกพรุนทุติยภูมิจะแตกต่างออกไปเนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ส่งผลกระทบทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าๆ กันและมีสาเหตุมาจากโรคภัยไข้เจ็บ ความโน้มเอียงรับโรคทางการแพทย์ หรือการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ เป็นระยะเวลานาน

สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การสูญเสียฮอร์โมนเอสโตรเจนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างกระดูกเนื่องจากเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลย์ระหว่างการสลายและสร้างมวลกระดูก การขาดแคลนแคลเซียมและวิตามินดีจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญและชักนำไปสู่การเป็นโรคกระดูกพรุนในอัตราก้าวหน้า คำแนะนำทั่วไปสำหรับผู้หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป คือ ควรบริโภคแคลเซียมอย่างน้อย 1500 มิลลิกรัมต่อวันร่วมกับวิตามินดี 600 ถึง 800IU อย่างไรก็ตาม แคลเซียมบางส่วนอาจได้มาจากอาหาร และวิตามินดีก็อาจได้มาจากให้ผิวหนังได้รับแสงแดด อาหารเสริมจะจำเป็นก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอและอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีแดด

โรคกระดูกพรุนประเภทที่ 2 เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุเกิน 60 ปีอันเนื่องมาจากเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblastic cell) ทำงานลดลง ส่วนปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ได้แก่ เชื้อชาติ น้ำหนักตัว วิถีการใช้ชีวิต โครงสร้างร่างกาย และเพศ การสูบบุหรี่จัดและการบริโภคแอลกอฮอลมากเกินไปก็มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้คนที่มีส่วนสูงไม่มากอย่างเช่นคนเอเชียก็มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้พอๆ กับคนอ้วนที่ชอบนั่งเฉยๆ อยู่กับที่

การลดผลกระทบที่เกิดจากโรคกระดูกพรุน

ในขณะที่ความแก่ชราเป็นเหตุปัจจัยหลักของโรคกระดูกพรุน การตระหนักรู้ถึงวิธีที่จะลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอาการที่จะตามมาย่อมเป็นประโยชน์ อันตรายหลักๆ ของโรคกระดูกพรุนก็คือกระดูกหักจากการหกล้ม โดยส่วนมากที่พบบ่อยคือกระดูกสันหลังหัก อย่างไรก็ตาม กระดูกสะโพกหักก็พบได้บ่อยเช่นกัน มีการประเมินว่า 24% ของอาการกระดูกสะโพกหักที่เกิดจากการหกล้มในประเทศสหรัฐอเมริกาส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต

โชคดีที่ยังมีความเป็นไปได้ในการลดผลกระทบของโรคกระดูกพรุนโดยการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายที่มีการรับน้ำหนักเป็นประจำ เช่น การเดินและการเล่นกีฬาแบบเบาๆ เช่น การว่ายน้ำ เทนนิส หรือการตีกอล์ฟล้วนเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูกใหม่ สิ่งที่ต้องการเน้นในที่นี้คือ “การทำเป็นประจำ” ซึ่งในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน การเดิน 30 นาทีแต่ทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการเดินครั้งเดียว 90 นาทีต่อสัปดาห์

นอกจากนี้ อาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพควรประกอบด้วยผักใบเขียวและเนื้อปลาอย่างได้สมดุลย์ ไม่ควรมีเนื้อมากเกินไป อาหารเหล่านี้จะให้แคลเซียมในรูปแบบที่ดูดซืมได้ง่ายพร้อมกับโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจ การใช้น้ำมันปรุงอาหารแทนการใช้ไขมันสัตว์จะเป็นประโยชน์ในแง่การเสริมแคลเซียมและวิตามินดีร่วมกับการรับแสงแดดอย่างพอสมควรเป็นประจำ หากทำได้จะช่วยส่งเสริมการสร้างมวลกระดูก นอกจากนี้การจำกัดแต่ไม่จำเป็นต้องเลิกการบริโภคแอลกอฮอลและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงก็จะเป็นประโยชน์ในการคงรักษาน้ำหนักตัวที่ดีต่อสุขภาพ

การใช้ยาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยลดความเสื่อมถอยของโครงสร้างกระดูกในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน ยาบิสฟอสโฟเนตเป็นยาชนิดไม่มีฮอร์โมนที่สามารถเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้โดยลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกลง ผลจากการใช้ยาแสดงให้เห็นว่าอัตรากระดูกหักในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาตัวนี้คืออาการคลื่นไส้ และ อาหารไม่ย่อย ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการใช้ยาตัวนี้ในคนบางกลุ่ม อีกแนวทางหนึ่งคือการบำบัดด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) ซึ่งรวมถึงการให้ยาฮอร์โมนเอสโตนเจน HRT ผลจากการใช้ยาแสดงให้เห็นว่าสามารถลดการสูญเสียมวลกระดูกและอาจเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้แต่งานวิจัยล่าสุดได้ชี้บ่งว่ามีความเสี่ยงหากใช้ HRT เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีตัวยาที่เรียกว่า Selective Oestrogen Receptor Modulators (SERMs) สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้ ตัวยาจะทำงานโดยการเลียนแบบผลของเอสโตรเจนและเป็นตัวยาที่นำมาใช้ทดแทนสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่สามารถต้านฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้

อาหารเสริมเพิ่มมวลกระดูก
Kokoki Power: อาหารเสริมเพิ่มมวลกระดูก
Kokoki Power

เป็นอาหารเสริมที่อุดมด้วยแคลเซียมคุณภาพสูงจากนมวัว แมกนีเซียม วิตามินดี 3 และไบโอแอคทีฟโปรตีนซึ่งเป็นสารสำคัญที่จะช่วยให้กระดูกสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้งานได้มากกว่าเดิม

อ้างอิง
  1. Osteoporosis New Zealand (Inc), Wellington. What is Osteoporosis?. Osteoporosis New Zealand (2011)
  2. National Osteoporosis Foundation. Clinician’s Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Washington, DC, National Osteoporosis Foundation, 2010.
  3. L. Kathleen Mahan; Sylvia Escott-Stump. Nutrition and bone health. Krause’s Food and Nutrition Therapy, 12th ed., pp. 614-635. St. Louis: Saunders Elsevier. Anderson JJB (2008).
  4. North American Menopause Society. Management of osteoporosis in postmenopausal women: 2010 position statement of The North American Menopause Society. Menopause 2010 Jan-Feb, 17(1), 25-54
  5. Park-Wyllie LY; Mamdani MM; Juurlink DN; Hawker GA; Gunraj N; Austin PC; Whelan DB; Weiler PJ; Laupacis A. Bisphosphonate use and the risk of subtrochanteric or femoral shaft fractures in older women. JAMA 2011 Feb 23, 305(8), 783-789


ความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกกับผิว วัตถุดิบ
APCGCT