การชะลอวัย

แอนตี้ออกซิเดชั่น



ออกซิเดชั่น คืออะไร?

กระบวนการออกซิเดชั่นเป็นกระบวนการทำงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต ออกซิเจนถูกนำพาเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างขาดเสียไม่ได้สำหรับการย่อยสารอาหาร เมตาบอลิซึ่มของเซลล์ และเพื่อคงการทำงานอื่นๆ ภายในร่างกายให้เป็นปกติ ออกซิเดชั่นเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกการทำปฏิกิริยาทางเคมีของออกซิเจนในกระบวนการทำงานภายในร่างกาย ออกซิเจนเป็นโมเลกุลที่มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูง และการเกิดออกซิเดชั่นก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพโดยการสร้างโมเลกุลที่เรียกว่า “อนุมูลอิสระ (free radicals)” อนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถทำลายเซลล์ที่แข็งแรงภายในร่างกาย ทำให้เซลล์เสียหาย เซลล์ตาย และนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บและความผิดปกติเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆ ได้ การที่เซลล์เสียหายจากอนุมูลอิสระนั้นส่งผลกระทบต่อพยาธิสภาพของโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน หลอดเลือดหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท อีกทั้งในขณะเดียวกันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก่ชราอีกด้วย หลักฐานของกระบวนการออกซิเดชันของอนุมูลอิสระที่เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าสามารถดูได้จากการที่แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหลังจากถูกผ่าทิ้งไว้ เช่นเดียวกับการที่เก็บผลไม้ไว้นานๆ แล้วผลไม้เริ่มนิ่ม สีเปลี่ยนและเน่าไปในที่สุด สำหรับร่างกายของมนุษย์ สัญญาณเตือนของความแก่ชราที่มองเห็นได้อย่างริ้วรอยและกระบนผิวหนังส่วนหนึ่งก็มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับออกซิเดชั่น

อนุมูลอิสระคืออะไร?

อนุมูลอิสระเกิดขึ้นเมื่อร่างกายนำออกซิเจนเข้าไปใช้ นอกจากนี้อนุมูลอิสระยังเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจเอาสิ่งปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น ไอเสีย สารเคมีในอากาศ ที่มีอนุมูลอิสระเหล่านี้เข้าไป แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายของคนเราก็จำเป็นต้องมีอนุมูลอิสระเพื่อช่วยระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคภัยต่างๆ ดังนั้น การคงสมดุลย์ที่ดีระหว่างกิจกรรมของกระบวนการออกซิเดชั่นกับแอนตี้ออกซิเดชั่น และการรักษาระดับอนุมูลอิสระที่ผลิตตามธรรมชาติอย่างเหมาะสมน่าจะเป็นการตอบโจทย์ที่ดีที่สุด

ในการอธิบายกิจกรรมและการเกิดขึ้นของอนุมูลอิสระแบบง่ายๆ จำเป็นต้องมีความเข้าใจว่าโมเลกุลที่เสถียรนั้นจะมีอิเล็กตรอนที่เป็นขั้วลบวิ่งเป็นคู่อยู่รอบนิวเคลียสที่เป็นขั้วบวก ถ้าหากอิเล็กตรอนเหล่านี้ถูกดึงออกไปโดยการตัดพันธะหรือปฏิกิริยาอื่นๆ โมเลกุลก็จะกลายเป็นไม่เสถียรและจะมองหาโมเลกุลอื่นเพื่อไปดึงอิเล็กตรอนมาเป็นของตนหรือสูญเสียอิเล็กตรอนที่ไม่มีคู่ออกไปจากระบบเพื่อให้โมเลกุลกลับสู่เสถียรภาพ ในสภาวะที่ไม่เสถียรนี้เองที่โมเลกุลจะกลายเป็นอนุมูลอิสระ เมื่อโมเลกุลที่ไม่เสถียรดึงอิเล็กตรอนมาจากโมเลกุลอื่นก็จะทำให้โมเลกุลที่ถูกดึงไปนั้นกลายเป็นอนุมูลอิสระซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเป็นทอดๆ

เนื่องจากกิจกรรมของอนุมูลอิสระ เช่น Reactive Oxygen Species (ROS) เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นในร่างกายจึงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่เพื่อช่วยควบคุมกิจกรรมดังกล่าว แต่ถ้าหาก Reactive Oxygen Species หรืออนุมูลอิสระอื่นๆ มีอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก กระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติภายในร่างกายจะไม่สามารถควบคุมให้กิจกรรมเป็นกลางได้และส่งผลให้เซลล์เสียหายอย่างถาวร เช่นเดียวกันกระบวนการแก่ชราเองก็ได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมของอนุมูลอิสระ สืบเนื่องจากการสะสมของเซลล์ที่เสียหายเป็นเวลานานและการเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระที่ไปเร่งให้ร่างกายแก่เร็วขึ้น

สถานการณ์ที่เรียกว่า Oxidative Stress หรือ ภาวะที่มีการทำลายจากอนุมูลอิสระ จะเกิดขึ้นเมื่อระบบออกซิเดชั่น/รีดักชั่น (Redox) ภายในร่างกายตนเองไม่สามารถปรับสมดุลย์ในกิจกรรมของ Reactive Oxygen Species ได้โดยการล้างพิษตัวกลางที่มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาหรือซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย Oxidative stress มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภัยจำนวนมาก เช่น กลุ่มอาการเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) โรคพาร์คินสัน ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ และอาการที่เกี่ยวข้องกับอายุ เช่น อัลไซเมอร์ เป็นต้น

การบำบัดด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

การลดผลกระทบในแง่ลบจากกิจกรรมของอนุมูลอิสระ และ Oxidative Stress สามารถบรรลุผลสำเร็จได้โดยการบริโภคสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปปรับเสถียรภาพของโมเลกุลที่กลายเป็นอนุมูลอิสระให้เป็นกลางโดยการบริจาคอิเล็กตรอนเพื่อให้กลายเป็นอิเล็กตรอนที่ครบคู่ สารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างเช่น วิตามินซีและอี สามารถทำเช่นนี้ได้โดยไม่เสียเสถียรภาพของตัวเอง อีกทั้งแนวทางบำบัดด้วยอาหารซึ่งรวมถึงผักและผลไม้ก็เป็นที่รู้กันดีถึงประโยชน์ในแง่ของคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน สำหรับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน การบำบัดด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระจะยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะพบว่าเกราะป้องกันตนด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระจะลดลงในกลุ่มหญิงสูงวัย

แนวทางการบำบัดด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระโดยใช้อาหารเช่นผักผลไม้พบว่ามีความเชื่อมโยงกับสารเคมีที่มีอยู่ในพืช เช่น ไอโซฟลาโวนอยด์ (Isoflavonoids) และ โพลีฟีนอล (Polyphenols) การบำบัดด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติจากการบริโภคผักและผลไม้ตั้งอยู่บนทฤษฎีกรด/ด่างและมักถูกหยิบยกไปอธิบายในฐานะที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่ทานมังสวิรัติโดยทั่วไปจึงมีกระดูกที่แข็งแรงกว่าผู้ที่ชอบทานเนื้อ การบริโภคเนื้อสัตว์มีแนวโน้มที่จะทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ซึ่งต่อมาร่างกายจะปรับให้กลายเป็นกลางโดยดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ผักและผลไม้ซึ่งมีสารประกอบโพแทสเซียมสูงจะใช้โพแทสเซียมที่มีสภาพเป็นด่างในการปรับความเป็นกรดในเลือดให้เป็นกลางโดยไม่สร้างความเสียหายให้กับกระดูก ว่ากันว่าการผนวกรวมกิจกรรมต่อต้านอนุมูลอิสระด้วยสารเคมีจากพืชกับการปรับความเป็นกรดในเลือดให้เป็นกลางด้วยโพแทสเซียมจากการบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากๆ ย่อมส่งผลที่เป็นประโยชน์ในการชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุน และยังส่งผลดีต่อการป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่มีสาเหตุจากภาวะที่มีการทำลายจากอนุมูลอิสระต่างๆ อีกด้วย

อาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ
Quartenol:อาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ
Quartenol (ควอเตนอล)

ผสมวัตถุดิบที่ป้องกันการออกซิเดชั่นและไกลเคชั่น อาหารเสริมเพื่อป้องกันความแก่ชรา

อ้างอิง
  1. Zinnuroglu M; Dincel AS; Kosova F; Sepici V; Karatas GK. Prospective evaluation of free radicals and antioxidant activity following 6-month risedronate treatment in patients with postmenopausal osteoporosis. Rheumatol Int. 2012 Apr, 32(4), 875-880. doi: 10.1007/s00296-010-1708-7.
  2. Jeanie Lerche Davis. Osteoporosis: The Effects of Smoking on Bone Health – WebMD.
  3. Bahram H. Arjmandi. The Role of Phytoestrogens in the Prevention and Treatment of Osteoporosis in Ovarian Hormone Deficiency. J Am Coll Nutr. 2001 Oct, 20(5 Suppl), 398S-402S.
  4. Brzezinski A; Debi A. Phytoestrogens: the “natural” selective estrogen receptor modulators? Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol. 1999 Jul, 85(1), 47-51.
  5. Feskanich D; Willett WC; Stampfer MJ; Colditz GA. Protein consumption and bone fractures in women. Am J Epidemiol. 1996 Mar 1, 143(5), 472-479.
  6. Macdonald HM; New SA, Fraser WD; Campbell MK; Reid DM. Low dietary potassium intakes and high dietary estimates of net endogenous acid production are associated with low bone mineral density in premenopausal women and increased markers of bone resorption in postmenopausal women. Am J Clin Nutr. 2005 Apr, 81(4), 923-933.


ความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกกับผิว วัตถุดิบ
APCGCT